Black Ribbon

ส.อ.ท. เขย่า PDP ใหม่ เตือนไทยล้าหลัง 'เวียดนาม' ห่วงอุตสาหกรรมดั้งเดิมถูกทิ้ง

01 กรกฎาคม 2569
ส.อ.ท. เขย่า PDP ใหม่ เตือนไทยล้าหลัง 'เวียดนาม' ห่วงอุตสาหกรรมดั้งเดิมถูกทิ้ง
  • ส.อ.ท. ชี้การเติบโตพลังงานหมุนเวียนของไทยช่วงปี 2020-2025 อยู่ที่ 14-17% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิก และล้าหลังเวียดนามที่เติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากนโยบายที่ชัดเจนกว่า
  • แสดงความกังวลว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์ ที่สร้างรายได้ให้ประเทศมานาน กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้ ขณะที่นโยบายภาครัฐกลับให้สิทธิ์กลุ่ม Data Center และนักลงทุนรายใหม่เข้าถึงก่อน
  • เสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ใหม่ คือ 1. เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า (TPA) 2. นำไฟฟ้าจากโครงการ Adder ที่หมดอายุมาจัดสรรในราคาถูก 3. ส่งเสริมเทคโนโลยี และ 4. กระจายโอกาสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่ควรผูกขาดโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

นายนที สิทธิประศาสตร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในเวทีในงานสัมนา “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ซึ่งจัดโดย "หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ" หัวข้อ "พลังงานหมุนเวียนกับการขับเคลื่อนประเทศไทย" ว่า การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนระหว่างปี 2020-2025 พบว่า ประเทศไทยมีการเติบโตเพียง 14-17%

ทั้งนี้ ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) อย่างมาก โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมเพียง 10% ของระบบเท่านั้น ขณะที่โครงสร้างการผลิตหลักยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติกว่า 50% และเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ รวมกันสูงถึง 60-70%

ที่น่ากังวลคือเมื่อเทียบกับเวียดนาม ซึ่งในอดีตเคยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เพียง 5 เมกะวัตต์ แต่ด้วยนโยบายที่ชัดเจนสามารถกระโดดขึ้นมาเป็น 16,000 เมกะวัตต์ได้ในปี 2020 ขณะที่ไทยเริ่มนิ่งมาตั้งแต่ปี 2018-2020 เนื่องจากนโยบายที่ไม่ชัดเจน

ทั้งนี้ พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอด (Survival) ของอุตสาหกรรม เนื่องจากมาตรการ CBAM ของยุโรปเริ่มบังคับใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กและอื่นๆ และจะขยายตัวเพิ่มขึ้นใน 3-4 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ได้ยกระดับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น เช่น กลุ่ม Toyota และ Denso ที่เลื่อนเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) จากปี 2050 มาเป็นปี 2035 เช่นเดียวกับ Delta Electronics ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 1 และ 2 ให้ได้ถึง 90% ภายในปี 2030

"ชีวิตคนโรงงานเริ่มยากขึ้น เพราะคาร์บอนเครดิตหรือ IREC ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถนำไปหักลบ (Offset) กับเกณฑ์ของ EU CBAM ได้ เนื่องจากสถานะทางกฎหมายที่ต่างกัน และข้อกำหนดของ SBTI เริ่มไม่อนุญาตให้ใช้ IREC จากนอกโครงข่ายไฟฟ้ามาเคลมการลดก๊าซเรือนกระจก" นาย นที กล่าว

นายนที ได้ชี้แจงประเด็นที่มักถูกเข้าใจผิดเรื่องค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ว่า ไม่ใช่ภาระหลักของค่าไฟฟ้าตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยระบุว่า ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ (Adder และ Feed-in Tariff) คิดเป็นเพียงประมาณ 13-17 สตางค์ หรือไม่ถึง 3% ของโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งหมด

แต่ภาระที่แท้จริงมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ 1. ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) และ Capacity Payment (CP) ของโรงไฟฟ้า IPP ขนาดใหญ่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 19.25% หรือประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย 2. ต้นทุนเชื้อเพลิง (Energy Payment) โดยเฉพาะก๊าซ LNG ที่มีความผันผวนตามสถานการณ์โลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 53.73% หรือ 2 บาท 23 สตางค์ต่อหน่วย

นายนที ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายไฟฟ้าสีเขียว (UGT) ที่ปัจจุบันเปิดทางให้กลุ่ม Data Center และนักลงทุนรายใหม่ (FDI) เข้าถึงได้ก่อนถึง 2,000 เมกะวัตต์ ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์ และอลูมิเนียม ที่สร้าง GDP ให้ประเทศมานานกว่า 40-50 ปี กลับยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวในราคาที่เหมาะสมได้

"Data Center มาทีหลังแต่ได้ก่อน อุตสาหกรรมอย่าง Toyota หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศมานานเขาก็ต้องการไฟสีเขียวเช่นกัน และจริงๆ แล้ว Data Center ไม่ได้ต้องการ RE 100% ตั้งแต่วันแรก แต่สามารถใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิลสำรองที่มีอยู่ก่อนได้" นายนที กล่าว

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคธุรกิจ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า (TPA) โดยอนุญาตให้ภาคเอกชนใช้สายส่งเพื่อซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวระหว่างกันได้โดยตรง (Direct PPA) เพื่อลดข้อจำกัดของระบบ Single Buyer

2. การบริหารจัดการ Adder ที่หมดอายุ ปัจจุบันมีโครงการ RE ที่หมด Adder ไปแล้วกว่า 2,596 เมกะวัตต์ แต่อยากขายไฟต่อในราคาที่ต่ำลงเพื่อช่วยอุตสาหกรรมเดิม รัฐควรเจรจาให้นำไฟส่วนนี้มาจัดสรรให้ผู้ประกอบการในราคาเฉลี่ยที่ถูกลง

3. ส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รุ่น Gen 4 ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยเกลือเหลวหรือก๊าซซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าเดิม รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และการทำ Smart Microgrid

4. กระจายโอกาสการลงทุน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่ควรผูกขาดโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.